คริกเก็ตเป็นกีฬาที่คนส่วนใหญ่ในโลกค่อนข้างไม่คุ้นเคย แต่ถ้าคุณเป็นคนเอเชียตะวันออก หรือรู้จักกฎเบสบอลอยู่แล้ว จะพบว่าคริกเก็ตมีความคล้ายกับเบสบอลไม่น้อย คริกเก็ตมักถูกมองว่ากฎซับซ้อน วันนี้เราจะเทียบกฎคริกเก็ตกับเบสบอลให้เข้าใจง่ายขึ้น พร้อมทำความเข้าใจ over, wicket, innings สามคำสำคัญที่สุดในครั้งเดียว เพื่อให้เห็นว่าทั้งระบบง่ายกว่าที่ฟังดู — ฝ่ายหนึ่งตีเพื่อทำแต้ม อีกฝ่ายโยนเพื่อพยายามทำให้เอาต์ ใครทำแต้มได้มากกว่าภายในจำนวนลูกที่กำหนดก็ชนะ

หลักการเล่นพื้นฐาน: เหมือนเบสบอล ฝ่ายหนึ่งโยนให้นักตีเอาต์ อีกฝ่ายตีเพื่อทำแต้ม

คริกเก็ตกับเบสบอลคล้ายกันมาก ทั้งคู่แบ่งเป็นฝ่าย “ตี (batting)” ทำหน้าที่ทำแต้ม และฝ่าย “โยน (bowling)” ทำหน้าที่รับและพยายามทำให้นักตีเอาต์ ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดจากเบสบอลคือ คริกเก็ตไม่มีแนวคิดเรื่องเบสหรือนักวิ่ง ไม่ต้องวิ่งกลับโฮมเพลตถึงจะได้แต้ม แต่นักตีสองคนจะวิ่งสลับกันไปมาระหว่างสองฝั่งของพิตช์ แต่ละครั้งที่วิ่งครบถือเป็น 1 แต้ม เพราะแบบนี้คะแนนคริกเก็ตถึงสูงมาก บวกกับเวลาแข่งที่ยาวนาน จึงมักทำแต้มทะลุร้อยได้ง่ายๆ เป็นสเกลที่ต่างจากเบสบอลโดยสิ้นเชิง

หลังจากแนะนำหลักการเล่นพื้นฐานแล้ว ต่อไปจะแนะนำคำศัพท์สำคัญ

คำที่หนึ่ง: Over

Over คือหน่วยนับการโยนหนึ่งรอบ และเป็นหน่วยนับเวลาพื้นฐานที่สุดของคริกเก็ต: 1 โอเวอร์เท่ากับการโยนที่ถูกกฎต่อกัน 6 ลูก โยนครบ 6 ลูกแล้วเปลี่ยนให้โบว์เลอร์อีกคนโยนจากอีกฝั่งสนาม นี่คือเหตุผลที่การถ่ายทอดสดมักพูดถึง “โอเวอร์ที่ 15” ซึ่งคล้ายกับแนวคิดอินนิ่งในเบสบอล แต่ก็ไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะระบบสลับฝ่ายรุกรับของคริกเก็ตไม่ได้นับตามโอเวอร์ แต่นับตาม Innings ซึ่งเป็นคำที่เราจะพูดถึงต่อไป

ความแตกต่างหลักของ 3 รูปแบบการแข่งขัน (T20/ODI/Test) จริงๆ แล้วคือ “แต่ละทีมโยนได้กี่โอเวอร์”: T20 คือ 20 โอเวอร์ ODI คือ 50 โอเวอร์ ส่วน Test ไม่มีจำกัดโอเวอร์ตายตัว เล่นไปจนกว่าจะเอาต์ครบหรือเวลาหมด

คำที่สอง: Innings

Innings คือรอบการตีเต็มรอบของฝ่ายหนึ่ง — ตั้งแต่นักตีคนแรกเดินออกไปจนกว่าทั้งทีมจะเอาต์ครบ (หรือโอเวอร์หมด หรือประกาศปิดอินนิ่ง) T20 และ ODI แต่ละทีมตีแค่ 1 อินนิ่ง ส่วน Test แต่ละทีมตีได้สูงสุด 2 อินนิ่ง นี่คือเหตุผลที่ Test ใช้เวลาได้ถึง 5 วัน

ดังนั้นแนวคิดเรื่อง “อินนิ่งไหน” แบบเบสบอลในคริกเก็ต ต้องดูทั้ง Over และ Innings ประกอบกัน เบสบอลจะพูดถึงอินนิ่งบนหรือล่าง ส่วนคริกเก็ตจะพูดในรูปแบบ “โอเวอร์ที่เท่าไรของอินนิ่งที่เท่าไร”

พูดถึง Innings แล้ว ก็ต้องพูดถึงวิธีทำแต้มของคริกเก็ตด้วย ซึ่งมี 3 วิธี:

  • รัน (Run): นักตีสองคนวิ่งสลับฝั่ง แต่ละครั้งที่วิ่งครบนับ 1 แต้ม
  • โฟร์ (Four): ลูกตกพื้นแล้วกลิ้งออกนอกเขตสนาม นับ 4 แต้มทันทีโดยไม่ต้องวิ่ง
  • ซิกซ์ (Six): ลูกลอยออกนอกเขตสนามโดยไม่ตกพื้นก่อน นับ 6 แต้มทันที คล้ายโฮมรันในเบสบอล และเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในกีฬานี้

พูดเรื่องแต้มและเวลาไปแล้ว ต่อไปที่ต้องพูดถึงคือการเอาต์ เหมือนเบสบอลที่ครบ 3 เอาต์แล้วสลับฝ่าย คริกเก็ตก็มีวิธีเอาต์ของตัวเอง ซึ่งเป็นคำที่เราจะพูดถึงต่อไป: Wicket

คำที่สาม: Wicket

ก่อนพูดถึง Wicket ต้องอธิบายก่อนว่าคำนี้มีสองความหมายในคริกเก็ต ขึ้นอยู่กับบริบท:

  1. หมายถึงตอไม้ 3 อันบนสนาม — ถ้าโบว์เลอร์โยนโดนตอไม้ล้มก็ถือว่านักตีเอาต์
  2. หมายถึง “การเอาต์หนึ่งครั้ง” — ความหมายที่ใช้บ่อยกว่าในการถ่ายทอดสด และเป็นความหมายที่เราจะพูดถึงในที่นี้ เช่น “ทีมนี้เสีย 5 วิคเก็ตแล้ว”

วิธีที่นักตีจะถูกเอาต์มีหลักๆ 4 แบบ:

  • Bowled: ลูกที่โยนไปโดนตอไม้ตรงๆ คล้ายการสไตรค์เอาต์ในเบสบอล
  • Caught: นักตีตีลูกแล้วผู้เล่นฝ่ายรับรับลูกได้ก่อนตกพื้น คล้ายการจับฟลายบอล
  • LBW (Leg Before Wicket): ลูกโดนขานักตี และกรรมการตัดสินว่าถ้าไม่มีขาขวางไว้ ลูกจะไปโดนตอไม้แน่ — นี่คือการตัดสินที่มีข้อโต้แย้งมากที่สุดในคริกเก็ต และวัดประสบการณ์กรรมการมากที่สุด คล้ายกับในเบสบอลที่นักตีเอื้อมมือไปโดนลูกในโซนสไตรค์ก็ยังนับเป็นสไตรค์ เพียงแต่คริกเก็ตเข้มงวดกว่า เพราะตัดสินให้เอาต์ไปเลย
  • Run Out: ขณะนักตีวิ่งสลับฝั่ง ฝ่ายรับขว้างลูกไปโดนตอไม้ก่อนนักตีวิ่งถึงที่ปลอดภัย คล้ายการแท็กเอาต์นักวิ่งในเบสบอล

พอเข้าใจสามคำนี้แล้ว ก็ถือว่าเข้าใจกฎพื้นฐานของคริกเก็ตแล้ว พร้อมดูเกมได้แบบมีพื้นฐาน ครั้งหน้าที่ดูคริกเก็ต ลองเช็คสองอย่าง: ฝ่ายไหนกำลังตีอยู่ และอินนิ่งนี้เหลือกี่โอเวอร์ พอเข้าใจสองจุดนี้แล้ว การถกเถียงเรื่องกลยุทธ์ (จะเสี่ยงตีซิกซ์ไหม โบว์เลอร์ควรเล่นเซฟไหม) ถึงจะมีความหมาย ไม่งั้นดูแค่สกอร์อย่างเดียวอาจจะไม่เข้าใจสถานการณ์ในสนาม

หากอยากเข้าใจความแตกต่างของจังหวะเกมใน T20, ODI, Test และประเภทการเดิมพันคริกเก็ตที่พบบ่อย อ่านต่อได้ที่ พื้นฐานการเดิมพันคริกเก็ต